Thursday, October 29, 2015

Do you want to die with me? [ Eric x Andy ]






    เขาชอบทำตัวแปลกแยก แตกต่าง และบางครั้งก็โดดเดี่ยว ตอนพักกลางวันแทนที่จะไปเตะบอล หรือจับกลุ่มแซวนักเรียนสาวๆ แต่เขากลับปีนหน้าต่างห้องเรียนออกไปนั่งอยู่บนหลังคาอีกอาคารหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าอาคารเรียนของตัวเอง แล้วก็นั่งสูบบุหรี่พ่นควันพรูพลางจับตานิ่งอยู่ที่ปลายฟ้า

    ในชั้นเรียนของเรา เขาแก่กว่าทุกคน เขาอายุสิบแปดปี ในขณะที่ผมอายุสิบหก ผมเรียนเก่งเป็นที่หนึ่งของห้อง ส่วนเขาชอบหมกตัวอยู่หลังห้อง ไม่เคยส่งการบ้าน ไม่เคยแม้แต่จะมาเข้าเรียนให้ทันชั่วโมงแรกด้วยซ้ำ

    บางชั่วโมงถ้าเขาโดนครูคนไหนว่า เขาก็จะลุกออกไปจากห้องเรียนด้วยท่าทีที่ไม่ใส่ใจ

    เขาเป็นชายหนุ่มวัยรุ่นที่หน้าตาหล่อ คมคาย มีดวงตาคมกริบ โครงหน้าที่ออกไปทางชาวต่างชาติมากกว่าคนเกาหลี มีไหล่กว้างและตัวสูงกว่าใครในห้อง บุคลิกลักษณะแบบนั้นที่ไม่มีในตัวผมบ้างเลย ส่วนตัวผมก็ไม่มีอะไรมาก ก็เหมือนเด็กผู้ชายเกาหลีทั่วๆไป เพียงแต่อาจจะตัวเล็กหน่อย ใส่แว่นหนาเพราะสายตาสั้น ตาชั้นเดียว หน้าตาธรรมดาๆที่ถ้าเด็กผู้หญิงมองแล้วก็คงจะมองผ่านไป ไม่ได้ดึงดูดสายตาเหมือนอย่างเขา

   ที่เขาต้องซ้ำชั้นเรียนเพราะกลับมาจากต่างประเทศ และมีปัญหาเรื่องการชกต่อยจนต้องพักการเรียนไปเมื่อปีที่แล้ว แต่เห็นพวกนักเรียนจับกลุ่มคุยกันว่าที่เขายังไม่โดนไล่ออกเพราะแม่ของเขา เป็นญาติกับครูใหญ่นั่นเอง

    เราสองคน ไม่เคยพูดคุยกัน จนกระทั่งวันหนึ่งในปลายเทอมแรก ผมต้องช่วยเพื่อนที่เป็นหัวหน้าห้องเก็บเงินค่าทำอาหารสำหรับออกร้านงานใน โรงเรียนในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

   " เอริค ขอค่าออกร้านด้วย หนึ่งหมื่นวอน "

   " ไม่มี " เขาตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงกระด้างพลางปรายตามองมาที่ผมเพียงแวบเดียว

   " งั้นฉันออกให้ก่อนนะ " 

    ผมแค่พยายามจะแสดงน้ำใจ ... ปล่าวหรอกที่จริงแล้วผมเต็มใจต่างหาก เพราะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่ามีบางอย่างในตัวเขา ... บางอย่างที่เรียกสายตาตัวเองให้คอยแอบมองเขาอยู่เสมอ

    เขาพยักหน้าให้ ไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอบใจให้ได้ยิน ก็ไม่ได้ต่างจากที่ผมคิดไว้สักเท่าไรหรอก

   หลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์เขาก็ไปมีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนผู้ชายที่ตั้งตัวเองเป็นหัวหน้าแก๊งของพวกกลุ่มเด็กเกเรในห้อง

   วันนั้นผมกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวที่ห้องสมุด เอริคเดินเข้ามาหา เขายื่นมือมาวางเงินจำนวนหนึ่งตรงหน้าของผมโดยไม่ได้พูดอะไร 

   " ฉันไม่มีทอน " 

    " ไม่เป็นไร " เขาตอบพลางดึงเก้าอี้นั่งลงตรงข้ามกับผม

    ผมมองหน้าเขา เห็นรอยแตกที่ริมฝีปากล่าง และรอยช้ำที่เป็นสีม่วงจัดที่มุมปาก

    " เจ็บมั้ย? " ผมเอ่ยถามออกไปเบาๆ เขามองสบตาแล้วส่ายหน้า จากนั้นก็ลุกออกไป ผมได้แต่มองตามหลัง 

    .... อยากคุยมากกว่านี้อีกนิด ทั้งๆที่ไม่รู้จะคุยอะไร ...

    เมื่องานโรงเรียนผ่านพ้น ผมก็ได้ข่าวว่าเขาถูกเพื่อนที่มีเรื่องกันชกต่อยกันวันนั้นลากไปดื่มเหล้า เพื่อปรับความเข้าใจกันตามประสาลูกผู้ชายและเพื่อนร่วมห้อง สองคนนั้นกลายเป็นเพื่อนถูกคอและสนิทกันไปโดยปริยาย 

     ... ดีจังนะ ได้เป็นเพื่อนกับเขาด้วย ...

   จากนั้นเป็นต้นมาช่วงพักตอนกลางวันผมมักจะเห็นเพื่อนนักเรียนชายอีกสี่ห้า คน ปีนหน้าต่างห้องเรียนออกไปนั่งสูบบุหรี่กับเอริคบนหลังคาอีกอาคารหนึ่งเป็น ประจำ 

    เหมือนอยู่กันบนโลกคนละใบ บางทีก็อยากเข้าไปสัมผัสโลกของเขาบ้าง ได้แต่แอบมองดวงตาคู่เหงาจากตรงนี้ หรือบางทีมันอาจไม่มีวันนั้นก็ได้

    ผมคิดอย่างนั้นมาตลอด จนกระทั่ง...

    " แอนดี้ เอริคเขาชอบเธอล่ะ "

     อยู่ๆเด็กผู้หญิงที่เป็นแฟนของหัวหน้าแก๊งของกลุ่มเด็กเกเรประจำห้องก็มา คุยกับผม ปกติเราไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก เพราะผมอยู่ในกลุ่มของเด็กเรียนซึ่งไม่มีใครมาจัดแบ่งหรอก แต่การเลือกกลุ่มนั้นมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คนประเภทเดียวกันก็มักจะอยู่ด้วยกันได้


      " เราเป็นผู้ชายนะ อย่าล้อเล่นกันแบบนี้สิ ไม่ตลกเลยนะ " ปากพูดไปอย่างนั้น แต่ข้างในนี่สิ.. มันแอบหวั่นไหว

      " ฉันพูดจริงๆนะ ตอนเอริคเมาเขาเผลอพูดออกมา เขาบอกว่านายคือรักแรกของเขา " 

      " เราว่าเธออย่าไปเอาคำพูดคนเมามาคิดจริงจังเลย อย่างเอริคน่ะเหรอจะมาชอบผู้ชายด้วยกัน " ผมตอบเธอไปพลางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะขอตัวจากเธอเพื่อไปห้องสมุด

       เมา เหรอ? งั้นก็อาจจะเป็นแค่ความพลั้งปากด้วยความคะนองก็ได้งั้นสินะ ทำไมผมดันรู้สึกทั้งน้อยใจและดีใจแบบนี้นะ มันจะเป็นไปได้ยังไง ก็ไม่เห็นจะมีท่าทีอะไรเลย นอกจากอาการเฉยเมย และน้ำเสียงที่แข็งกระด้างทุกครั้งที่ได้คุยกัน 

       ผมควรจะเลิกคิดถึงเรื่องนี้สักที ตอนนี้ผมอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องแล้ว ผมตัดสินใจสลัดความฟุ้งซ่านในหัวออกไป เรื่องของเอริคชักจะมีอิทธิพลกับผมมากเกินไปแล้ว ผมควรหันมาสนใจกับหนังสือกองโตข้างหน้าพวกนี้ดีกว่า

       หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้หยิบเรื่องของเขามาใส่ใจนัก เราต่างใช้ชีวิตของเรากันไปโดยแทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรด้วยกันเลย ก็คงคล้ายๆกับเส้นขนานสองเส้นที่ทอดยาว ไกลออกไป 

       จนกระทั่งในสัปดาห์สุดท้ายก่อนปิดเทอมแรก ผมพบเอริคในซอยแถวบ้านของผม ผมเลยตัดสินใจชวนเขาคุยดู

      " เอริค นาย... อยู่แถวนี้เหรอ? "

      " เปล่า " คำตอบห้วนๆสั้นๆเพียงคำเดียวจากเขาก่อนที่จะเดินจากไป

      มันช่างเป็นบทสนทนาที่จบเร็วเสียจริง... เร็วเกินไปมั้ย?

       เรื่องของเขามันน่าจะจบลงแค่ตรงนั้นถ้าเพียงแต่ในวันต่อๆมา ผมยังคงเจอเอริคอีก เขาขึ้นรถเมล์คันเดียวกับผม และเดินตามผมด้วยระยะห่างที่ว่าจะเรียกว่าต่างต่างคนต่างเดินก็ไม่เชิง จะว่าเดินมาด้วยกันก็ไม่ใช่ และเขาจะเดินแบบนี้มาทุกวันจนผมถึงหน้าบ้านของผม คล้ายว่าจะตามมาส่งที่บ้านยังไงยังงั้น

       ....ก็แค่ไม่อยากคิดอะไรไปเองฝ่ายเดียว....


       และก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้ผมแน่ใจว่าเขาน่าจะคิดอะไรกับผมมากกว่าแค่เพื่อน ร่วมห้องกัน ก็คือ วันที่ผมนั่งคุยกับรุ่นพี่ปีสามคนหนึ่งที่ทุกคนมองว่ากำลังจีบผมอยู่ที่โรง อาหาร เราคุยกันตั้งแต่ช่วงพักเที่ยงยันออดดังเตือนว่าถึงเวลาเรียนตอนบ่าย เขาชื่อพี่จอนจิน เขามักซื้อขนมมาฝาก ชื้อตุ๊กตาหมีตัวเล็กๆมาให้เพราะบอกว่าเห็นแล้วคิดถึงผม แล้วก็ชอบมานั่งคุยด้วยบ่อยๆตอนช่วงพักกลางวัน ผมว่าเขาก็น่ารักดี เขาตัวสูง
หน้าแป้น คุยสนุกดี และมักทำให้ผมหัวเราะได้ตลอด แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ใช่ว่าความน่ารักจะทำให้รู้สึกรักได้ 

      เย็นวันนั้น ผมก็ได้ข่าวว่าเอริคไปมีเรื่องชกต่อยกับพี่จอนจิน ก่อนจะทิ้งคำพูดว่า อย่ามายุ่งกับแอนดี้อีก 

........................................

       ปิดเทอมได้ไม่กี่วัน เขาก็ทำให้ผมประหลาดใจด้วยการมาดักรออยู่หน้าบ้านของผมพร้อมรถมอเตอร์ไซด์ คันขนาดกลางพร้อมพัดรูปคิดตี้สีชมพู เอริคบอกผมว่ามันเป็นของพี่สาวและเขาคิดว่ามันเหมาะกับผมดี 

       .... ใช่ครับคือของขวัญชิ้นแรกที่ผมได้จากเขา  ....

       เดทครั้งแรกของเราคือการนั่งกินไอศกรีมรสสตรอเบอร์รี่บนหลังคาตู้รถไฟที่ ถูกจอดทิ้งไว้ และวันนั้นเองเป็นครั้งแรกของผมที่ถูกผู้ชายขโมยหอมแก้ม 

       ผมรู้สึกว่าแก้มร้อนผ่าว และหัวใจมันพองโตนัก

       นัดครั้งต่อมาเอริคพาผมไปเดินเล่นที่ริมแม่น้ำ เขาบอกผมว่าเขาชอบเฝ้ามองสะพาน เราสองคนนั่งมองดูสะพานกันตั้งแต่บ่ายแก่ๆ จนเย็นย่ำ ภาพสะพานที่ทอดตัวจากฝั่งหนึ่งสู่อีกฟากฝั่งหนึ่งในแสงตะวันรอนเช่นนี้ดู เศร้าสร้อยนัก ส่งให้ดวงตาคมของเขาที่มองออกไปไกล มันช่างอ้างว้างและเงียบเหงามากยิ่งขึ้น 

       " ถ้าฉันกระโดดลงมาจากสะพาน นายจะเป็นแฟนกับฉันมั้ย? " เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมา ดวงตาคมเข้มที่มองเข้ามาเหมือนจะต้องการค้นหาอะไรบางอย่างนั้นแบบนั้น

        ผมอยากจะตอบว่า เขาไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น เพราะหัวใจของผมมันมีแค่เพียงแต่เขา แต่ที่ผมตอบออกไปก็คือ 

        " ไม่รู้สิ .... "

        จากนั้นความเงียบก็เข้ามาแทนที่ระหว่างเราสองคน เขาลุกขึ้นแล้วเดินไปยังสะพาน ผมไม่ได้เรียกเขาไว้เพราะคิดว่าเขาคงจะแค่ล้อเล่น ผมจึงแค่เพียงมองตามแผ่นหลังเขาที่ค่อยๆเดินไปจนกระทั่งหยุดที่กลางสะพาน

         เขาหันมามองที่ผม แต่ที่ตรงนั้นมันไกลเกินกว่าที่ผมจะมองเห็นดวงตาคู่คมของเขา

        ผมเดินไปหยุดยืนที่ริมแม่น้ำเบื้องล่าง สายลมพัดเส้นผมจนปลิว ผมกอดอกแล้วแหงนหน้ามองดูเขา

       เขาปีนขึ้นไปที่ราวสะพาน แล้วทิ้งตัวสู่แม่น้ำ

       " คนโดดน้ำ!"

       มีเสียงคนตะโกนอยู่ที่อีกฝั่งหนึ่งก่อนที่เสียงน้ำจะแตกกระจายเมื่อร่างของเขาตกลงสู่ผิวน้ำแล้วร่วงดิ่งลงสู่ใต้น้ำ

       ผมตะโกนเรียกชื่อเขา ใจเต้นระทึก หวาดกลัวจนตัวสั่น น้ำตาไหลออกมาตลอดขณะเฝ้าดูผู้ใหญ่กระโดดลงไปช่วย

      ผู้ใหญ่หกเจ็ดคนแสดงความห่วงใยไถ่ถาม ส่วนใหญ่คิดว่าเขาตั้งใจกระโดดน้ำตาย บางคนอาสาจะพาไปโรงพยาบาล เขาปฏิเสธและบอกแค่เพียงว่าเขาไม่เป็นอะไร 


      ตลอดทางที่ขับรถกลับมายังบ้านของเขา เขาเอาแต่หัวเราะ ในขณะที่ผมเอาแต่ซุกหน้ากับแผ่นหลังกว้างพลางร้องไห้ไม่หยุด

     " เอริค นายมันบ้า "

     " หึ นายจะคิดยังไงก็แล้วแต่ ตอนนี้นายเป็นแฟนฉันแล้วล่ะ" 

     " นายอาจตายได้ รู้หรือเปล่า?!"

     ทั้งๆที่ผมตกใจและเป็นห่วงเขามากขนาดนี้แต่เขากลับเพียงแค่หัวเราะ แว่บหนึ่งผมแอบเห็นความแข็งกร้าวในดวงตาของเขา แต่ในความแข็งกร้าวนั้นมันแฝงไปด้วยความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน

      เมื่อมาถึงบ้านของเอริค เขาพาผมขึ้นมาบนห้องของเขาที่อยู่ชั้นสองของบ้าน ทั้งบ้านมีเพียงแค่เราสองคน ผมถามเขาว่าคนอื่นๆไปไหนกัน เขาก็แค่บอกว่า แม่กับพี่สาวไปธุระบ้านลุงคนที่เป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนั่นเอง พรุ่งนี้เช้าถึงจะกลับ

      เอริคเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ แล้วเดินออกมาเพียงแค่นุ่งกางเกงบ๊อกเซอร์เท่านั้น เขาหยิบผ้าเช็ดตัว
ยื่นมาที่ผม บอกให้ผมช่วยเช็ดผมให้เขาที 

     ผมเลยขยี้ผ้าแรงๆทั่วศีรษะของเอริคเพราะยังคงรู้สึกโกรธเขาอยู่

     เขาเอื้อมมือมากอดผมไว้แล้วเอนกายลงนอนบนเตียง

    ร่างของผมตอนนี้นอนทาบทับอยู่บนตัวเขา

    " นายจะตายกับฉันมั้ย? " 

     เขาถามเสียงเรียบแต่นัยน์ตาคมคู่นั้นดูหม่นหมอง ผมไม่ตอบอะไรแต่อยากรู้นักว่ามีอะไรหรือที่ทำร้ายเขาให้เจ็บปวดและเศร้า สร้อยเช่นนี้

      เขาพลิกตัวผมลงแล้วแนบริมฝีปากจูบแผ่วเบา ผมสะท้านไปทั้งร่างเมื่อลิ้นเราสัมผัสกัน

      มันเป็นจูบแรกของผม เป็นจูบที่อ่อนหวาน และทำให้ผมรู้ว่า ร่างกายของคนเราสามารถรู้สึกร้อนผ่าว วูบวาบ หากแต่ก็หนาวจนเนื้อตัวสั่นสะท้านได้ในเวลาเดียวกัน

      ฟันของเรากระทบกันด้วยความไม่ประสา และเราสองคนก็ต่างหัวเราะให้กัน 

      เขาไล้ปลายจมูกมาที่ซอกคอ แล้วค่อยๆเลื่อนลงมาที่หน้าอก มือหนาคลึงเคล้าไปทั่ว ไล่จากแผ่นอกจนถึงเอวเล็ก ทั้งๆที่ริมฝีปากหนาจูบผ่านเสื้อผ้าแต่ร่างกายของผมกลับรู้สึกร้อนผ่าวไปถึง ผิวใต้เสื้อนั้น

     เขาเลื่อนตัวลงไปอีก มือหนาเลิกเสื้อยืดผมขึ้นแล้วพรมจูบทั่วหน้าท้อง มืออีกข้างของเขาค่อยๆดึงกางเกงของผมลงโดยที่ผมไม่รู้ตัวว่ากระดุมมันถูกปลด ไปตั้งแต่เมื่อไร 

     และเมื่อผมรู้สึกถึงปลายลิ้นร้อนชื้นที่บริเวณกลางตัว ผมก็แทบจะหมดแรง ใจมันจะขาดรอนกับรสสัมผัสนั้น มือของเขาแตะขอบกางเกงในคล้ายจะรูดลง
     
     ผมจับมือเอริคไว้ เขาเงยหน้าขึ้นมอง ผมส่ายหน้าเป็นเชิงเว้าวอน เขาจึงเลื่อนตัวขึ้นมาจูบแล้วกระซิบ

     " ฉันจะไม่ทำให้นายเจ็บ ... ฉันสัญญา "

     " ฉัน.... ฉันยังไม่พร้อม " ผมกระซิบตอบเสียงสั่น

     เราจูบกันอ้อยอิ่ง ฝ่ามือของเขาลูบโลมไปทั่วทั้งร่างกาย เขาพรมจูบตั้งแต่ต้นขาอ่อนไปจนถึงปลายนิ้วเท้า

     แล้วเขาก็พลิกตัวผมให้นอนอยู่บนตัวเขา  คราวนี้ผมเป็นฝ่ายจูบเขา ขบเบาๆที่ริมหูเขา จูบซุกไซ้ซอกคอของเขา ทำอย่างที่เขาทำกับผม พรมจูบไปทั่วร่างกายและแผ่นอกของเขา 

     เขาดึงผมขึ้นมาจูบ แล้วเปลี่ยนเป็นฝ่ายทาบทับอยู่บนตัวผม ปลายลิ้นของเขาละเลียดไปตามทุกส่วนของร่างกาย มืออีกข้างก็ลอดผ่านกางเกงในเพื่อไปสัมผัสด้านใน ผมได้แต่กัดริมฝีปากแน่น พยายามที่จะสะกดกลั้นไม่ให้มีเสียงครางออกไป แต่ก็ทำไม่ได้

     " เอริค ... อ่า... พอ ... พอก่อนนะ จะ.... จะไม่ไหวแล้ว " 

     แต่แทนที่เขาจะหยุด เขากลับยิ้มและพลางขยับมือเพื่อเร่งจังหวะ ร่างกายผมสะท้านไหวเพราะความรู้สึกวูบหวามที่แล่นมาจากท้องน้อย ก่อนที่จะกระตุกเกร็งและปล่อยความปรารถนาออกมาเหมือนกำลังล่องลอยขึ้นฟ้า แล้ววูบดิ่งสู่ใต้แม่น้ำ

       " วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ แต่คราวหน้าฉันจะไม่หยุดแค่นี้หรอกนะแอนดี้ " เขากระซิบข้างหูผมก่อนที่จะลุกหายเข้าไปในห้องน้ำนานหลายนาที 

       พอออกมาเขาหัวเราะและยิ้มเขินๆ ผมหัวเราะอย่างรู้ทัน เขายื่นมือหนามาลูบหัวผมบอกให้ผมไปอาบน้ำซะ

       เรานอนกอดกันทั้งคืน เขานอนซบอยู่บนอกผม นอนฟังเสียงเต้นของหัวใจผม

      " หัวใจนายเต้นแรงจัง "

       เขาผิวปากเพลง Earth angel  จนจบเพลง ผมได้แต่นอนฟังอย่างเงียบๆ

       Earth angel , Earth angel

       Will you be mind

       My darling dear

       Love you all the time

       I'm just a fool

       A fool in love with you


       เสียงทุ้มต่ำเฝ้าเอ่ยถาม เพียงหนึ่งประโยค ซ้ำแล้วซ้ำเล่า .... ตลอดคืน


       " นายจะตายกับฉันมั้ย?"





E N D .





คุย กันๆ: ฟิคเรื่องนี้แต่งให้เป็นของขวัญวันเกิดน้องออยค่ะ กว่าจะเข็นฉากใกล้จบออกมาได้ โอ๊ยยยยยยกี่โอพีวีถามใจดู หวังว่าน้องออยและทุกคนที่เข้ามาอ่านจะชอบนะคะ^^








1 comment:

  1. สำนวนแบบนี้มันเป็นสำนวนของคุณหนึ่งไปแล้วนะเนี่ย
    สำนวนแบบ ..... ดูเหงาๆ เหมือนสีเทา แต่ก็ไม่หม่นไปเสียทีเดียว
    ไม่หวือหวา แต่ก็น่าติดตาม เหมือนเวลาพลบค่ำ ที่มีแสงสลัว ทำให้เห็นชัดบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ก็โรแมนติก
    สำหรับเอ็นซี ขัดใจมากค่ะ 55555555555
    แอนดี้เสร็จคนเดียว น่าตบชะมัด!
    แล้วก็จบไปทั้งอย่างนั้น เอริคทำแบบนั้นทำไมก็ไม่มีคำตอบ
    ถึงเรื่องจะไม่มีคำตอบใดๆ แต่พอเป็นสำนวนการเขียนของคุณหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่า เออ... ไม่รู้ก็ได้ แอนดี้ก็ไม่รู้นี่นา

    ReplyDelete